วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เยี่ยมพี่น้องชาวสาธารณสุขในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จังหวัดตาก

สวัสดีพี่น้องชาวสาธารณสุขทุกท่านครับ
            ความจริงหนนี้ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องบริการสุขภาพปฐมภูมิและความจำเป็นของการมีทีมหมอประจำครอบครัว เพราะเป็นประเด็นที่วาบเข้ามาในความคิดทุกครั้งที่ได้ลงพื้นที่และเห็นปัญหา
            แต่การไปเยี่ยมพี่น้องชาวสาธารณสุขในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จังหวัดตาก พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ผมเห็นประเด็นน่าสนใจหลายประเด็น จึงอยากแบ่งปันข้อสังเกตและข้อขบคิดจากการไปเยือนในครั้งนี้ก่อนครับ


ปัญหาสาธารณสุขที่พบในเขตเศรษฐกิจพิเศษมีความ พิเศษสมชื่อจริงๆ ครับ ไม่ว่าจะความพิเศษเชิงประชากรศาสตร์ คือ การมีสัดส่วนบุคคลไร้รัฐและไร้สัญชาติสูง จนทำให้ รพ.หลายแห่งมีสัดส่วนของผู้ป่วยต่างด้าวสูงกว่าคนไทย คนกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องสถานะและสิทธิครับ ส่วนใหญ่มาโรงพยาบาลเมื่อมีปัญหาร้ายแรงแล้ว อาทิ มาลาเรีย วัณโรคดื้อยาหลายขนาน ไข้รากสาดใหญ่ คอตีบ หัด โรคเรื้อน อหิวาตกโรค ซิฟิลิส และไข้กาฬหลังแอ่น เป็นต้น และความที่พวกเขาไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ การจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพให้โรงพยาบาลสำหรับดูแลพวกเขาจึงไม่เกิด โรงพยาบาลเลยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและประสบปัญหายาและเวชภัณฑ์ไม่เพียงพอ



ความพิเศษเชิงภูมิศาสตร์ที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา เป็นเขตอุทยาน มีป่าไม้หนาแน่น ก็สร้างความท้าทายต่อการตัดเส้นทางคมนาคมมาก เส้นทางคมนาคมที่มีอยู่ก็โค้งไปโค้งมาตามสภาพภูเขา การสัญจรจึงกินระยะเวลานาน
แต่ละอำเภอก็อยู่ห่างกัน การเดินทางระหว่างอำเภอใช้เวลากว่าครึ่งวัน ช่วงผมนั่งรถกว่า 1,000 โค้งทั้งขาไปและขากลับแม่สอด-อุ้มผาง ผมก็ตระหนักว่า รพช.ชายแดนเหล่านี้จำต้องมีความพร้อมสรรพและทำอะไรได้เบ็ดเสร็จในตัวจริงๆ เพราะการส่งต่อผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผู้ป่วยที่มีอาการขั้นวิกฤติคงเสียชีวิตก่อนที่จะส่งตัวมาถึงโรงพยาบาลแม่สอด
การเดินทางภายในอำเภอยังลำบากยิ่งกว่าอีกครับ ตอนผมนั่งรถ 4X4 ตะลุยเส้นทางสมบุกสมบันจาก รพ.สต.ไปสุขศาลาชายแดนไทย-เมียนมาร์ ผมก็นึกภาพออกเลยว่าช่วงหน้าฝน เส้นทางนี้คงวิบากไม่น้อย



แต่ภายใต้ข้อจำกัดของกำลังคนและทรัพยากร และความพิเศษของพื้นที่ พี่น้องชาวสาธารณสุขกลับไม่ท้อถอย แต่มีความตั้งใจและวิริยะอุตสาหะที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยมนุษยธรรม โดยคิดค้นกลยุทธ์น่าสนใจเพื่อบรรเทาเบาบางภาระและเสริมประสิทธิภาพการบริการ อาทิ
มีการเปิดสถานบริการพิเศษแถบชายแดน Malaria Post และ Health Post เพื่อคัดกรองโรค ป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพ พร้อมจัดหลักสูตรอบรมบุคลากรในท้องที่ให้ปฏิบัติงานแบบเข้าถึงชุมชน
มีการประกบคู่หมู่บ้านฝั่งไทยและเมียนมาร์ในลักษณะ buddy system เพื่อช่วยกันสอดส่องเฝ้าระวังโรคระหว่างเมืองชายแดน 
มีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรเอกชนในพื้นที่ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขไทย-เมียนมาร์ เพื่อเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม และสอบสวนโรคอย่างครอบคลุม
ผมขอชื่นชมจากใจจริงครับ ขณะเดียวกันก็เห็นใจมากกับข้อจำกัดหลายประการที่เป็นเหตุให้พี่น้องทำงานไม่ราบรื่น โดยเมื่อลองประมวลบริบทและสถานการณ์จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ผมก็เห็นประเด็นมากมายที่ล้วนพัวพันกันไปหมด



อันดับแรกผมเห็นความจำเป็นที่คนไร้รัฐเหล่านี้ต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานครับ
การทำเช่นนี้ยังให้ประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายด้วย เพราะเมื่อพวกเขาได้รับบริการสาธารณสุขที่ดี พวกเขาก็จะน่ามีสุขอนามัยที่ดี และมีโอกาสเสี่ยงน้อยที่จะติดเชื้ออันตรายที่อาจจะแพร่สู่คนในสังคม จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศไทย ต่อการทำมาหากินของคนในประเทศ และต่อเศรษฐกิจของประเทศ เป็นลูกโซ่
ในสมการของการดูแลคนไร้รัฐนี้ เรายังมีปัจจัยของ AEC เข้ามาอีก

ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แสดงความปรารถนาที่จะเห็นไทยมีบทบาทผู้นำในหลายๆ ด้าน ผมก็มองว่าระบบบริการสุขภาพน่าจะเป็นจุดที่ไทยแสดงบทบาทผู้นำและผู้ให้ได้เป็นอย่างดี ทั้งในการสร้างความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขของประเทศโดยทั่วไป และการยกระดับการสาธารณสุขชายแดนให้เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาวิจัย และพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยเน้นงานส่งเสริมและป้องกันเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี จากปัญหา รพ.ขาดสภาพคล่องที่มาพร้อมการดูแลคนไร้รัฐดังกล่าวข้างต้น ในช่วงค่ำของวันที่พวกเราพักที่อุ้มผาง ผมและทีมผู้บริหารจึงช่วยกันคิดหาทางออกให้พี่น้องแถบนี้และแถบชายแดนอื่นๆ ที่อาจประสบสถานการณ์คล้ายคลึงกัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการทำงานของพวกเขา
เรื่องการขาดสภาพคล่องนั้น ในเบื้องต้นเราคงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในลักษณะพี่ใหญ่ช่วยน้องเล็กแบบที่เราทำกันมาช้านานนะครับ ดังเช่นกรณีของ รพ.อุ้มผาง โรงพยาบาลแม่สอดช่วยทางการเงิน โดยตัดหนี้ให้
แต่ในระยะกลางและระยะยาว เราคงต้องแก้ปัญหาเชิงระบบที่จะบรรเทาภาระของโรงพยาบาลและให้การดูแลคนไร้รัฐอย่างยั่งยืนครับ
อันดับแรกที่ควรทำเร่งด่วนก็คือการประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาวิธีให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย อันหมายรวมถึงคนไร้รัฐด้วย ได้ขึ้นทะเบียนราษฎร์และมีเลขประจำตัว 13 หลัก
วิธีนี้จะทำให้พวกเขาได้สิทธิประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานครับ ขณะเดียวกันเม็ดเงินสำหรับดูแลคนเหล่านี้ก็จะตกไปถึง รพ.ที่เกี่ยวข้อง เราคงต้องศึกษาวิธีที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการมาแล้ว
เราคงต้องพยายามคิดนอกกรอบเพื่อหาวิธีจัดสรรงบประมาณสำหรับพื้นที่พิเศษเหล่านี้ เราคงต้องพิจารณาประสานกับภาคประชาสังคมในการระดมเงินทุนเพื่อจัดตั้งกองทุน และประสานกับกระทรวงต่างประเทศในการขอรับการสนับสนุนจากองค์กรการกุศลนานาชาติด้วยครับ



ก่อนจบ ผมขอทิ้งท้ายประเด็นสำคัญที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจหยิบการลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมาเขียนก่อน นั่นก็คือ จิตวิญญาณของบุคลากรสาธารณสุขเหล่านี้ ในการทำงานให้สำเร็จโดยยึดหลักอิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) และยึดมั่นในหลักพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ท่ามกลางสภาพภูมิศาสตร์และสาธารณูปโภคที่ไม่เอื้ออำนวย อย่างเต็มพละกำลัง
พอได้เห็นบุคลากรเหล่านี้ทำงานด้วยหัวใจ ทั้งยังเลือกอยู่กับภารกิจนี้อย่างยาวนานโดยไม่ขอย้ายไปแห่งหนไหน ผมก็อยากค้นหาให้เจอนะครับว่า มีปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขามีเจตคติ ทัศนคติ และปรัชญาในการดำรงชีวิตเช่นนี้
ผมมีความเชื่อว่าความสุขของพวกเขาเกิดขึ้นจากการทำงานทุกวัน ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยชีวิต ช่วยให้เขาทุเลาความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด ช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีโอกาสในชีวิตเพิ่มขึ้น
ความสุขดังกล่าวนี้คือเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้บุคลากรเหล่านี้มีพลังที่จะอุทิศให้แก่คนที่ด้อยโอกาสกว่าได้อย่างต่อเนื่องครับ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการทำงานครับ

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

สารอวยพรปีใหม่ พ.ศ.2558


สวัสดีพี่น้องชาวสาธารณสุขทุกท่านครับ

ในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2558 นี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบความสุข สงบ สันติในทุกๆ ด้านของชีวิตนะครับและขอถือโอกาศนี้เปิดช่องทางสื่อสารนี้ครับเพื่อเอื้อโอกาสให้ผมได้เชื่อมโยงความคิดเห็นของผมตลอดจนความเป็นไปต่างๆ ในกระทรวงฯ ต่อชาวสาธารณสุขอย่างทั่วถึงสมดังความตั้งใจโดยเฉพาะพี่น้องในภูมิภาค

ผมให้ความสำคัญกับการสื่อสารมากครับ ยิ่งการทำงานในองค์กรที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ การสื่อสารยิ่งมีความจำเป็น การแลกเปลี่ยนข้อคิดและข้อสังเกตระหว่างกันน่าจะช่วยกระชับสายสัมพันธ์น้องพี่ชาวสาธารณสุข ทั้งในและนอกกระทรวง ให้แน่นแฟ้นได้ และก็น่าจะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราสัมฤทธิ์ผล มีความสุข และมีมิติของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วย

สำหรับครั้งแรกนี้ ผมก็ขอถือโอกาสประมวลข้อสังเกตจากการมาปฏิบัติภารกิจที่กระทรวงในช่วงเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา
การลงพื้นที่ช่วย เปิดและ เปลี่ยนโลกทัศน์ได้ดีมากครับ เพราะมันช่วยให้ผมเห็นการทำงานของพวกเรา เห็นศักยภาพในการพัฒนา และทราบนวัตกรรมทางความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการขยายสู่วงกว้าง
การลงพื้นที่ครั้งแรกที่เขตสุขภาพที่ 12 เป็นความรู้สึกปีติยินดีที่ได้เห็นการทำงานของชาวสาธารณสุขที่ทุ่มเทเพื่อประชาชน และการลงพื้นที่ครั้งถัดไปในเขต 8, เขต 5, เขต 9 และ เขต 1 ภาพก็ยังเป็นทำนองเดียวกัน และก็เชื่อด้วยว่าภาพทำนองนี้จะมีให้เห็นในเขตอื่นที่ผมจะไปเยี่ยมในอนาคต

ภาพความร่วมมือโดยสมานฉันท์ของเจ้าหน้าที่สถานบริการทุกระดับและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานระดับเขต อันถือเป็นความร่วมมือที่ก้าวข้ามพรมแดนจังหวัด พรมแดนองค์กร และพรมแดนกระทรวงที่น่าสรรเสริญยิ่ง ทั้งยังสร้างนวัตกรรมทางความคิดในการร่วมใช้ทรัพยากรและแก้ไขปัญหาตามบริบทของเขตด้วย อาทิ การพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดโดยส่งผู้ป่วยออกนอกเขตเท่าที่จำเป็น การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ การจัดตั้งศูนย์ดูแลโรคยากๆ เป็นเครือข่าย และการทำความร่วมมือกับโรงเรียนแพทย์ในการเพิ่มพูนศักยภาพบุคลากรและการบริการ เป็นต้น
ภาพประทับใจถัดมา คือ ภาพความพยายามของเจ้าหน้าที่ รพสต. รพช. รพท. รพศ.ในการวางระบบบริการ ระบบข้อมูล ระบบการพัฒนาบุคลากร อย่างเชื่อมโยง ไร้รอยตะเข็บ เป็นเชิงรุก เป็นองค์รวม และครอบคลุมลงไปถึงระดับครัวเรือน (ผ่าน family care team) ทั้งยังมีการระดมสมอง ทักษะ เม็ดเงินจากภาคส่วนสุขภาพภายในและภายนอกกลไกกระทรวง โดยเฉพาะเครือข่ายภาคประชาชนและเอกชน ให้เข้ามาร่วมรับผิดชอบสุขภาพของคนในชุมชน
ผมดีใจที่ได้เห็นการเกื้อกูลทำนองนี้นะครับ ผมชื่นชมที่พวกเรายังมีความเป็นพี่น้องกัน ทั้งยังเห็นความสำคัญของการดึงคนนอกสายวิชาชีพมาร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาพ เพราะมันเป็นงานที่อาศัยชาวสาธารณสุขเพียงลำพังไม่ได้
ที่สำคัญ การประสานงานในแนวราบของหลายภาคส่วนในท้องที่ โดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ ยังทำให้การทำงานของทุกคนและทุกองค์กรก้าวข้ามความแตกต่างเชิงปัจเจกบุคคลหรือองค์กร อันถือเป็นความตั้งใจประการหนึ่งของผมในการมาปฏิบัติงานที่กระทรวงสาธารณสุขนี้
หลักการทำงานของผมจึงเป็น
1. activate แผนงานสำคัญที่ดำเนินการอยู่แล้วให้เข้มแข็งขึ้น
2. scale up แผนงานที่มีการทดลองทำสำเร็จในบางจุดให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ
3. kick start แผนงานใหม่ที่ควรเริ่ม
ตัวอย่างเช่นของขวัญปีใหม่ ผมก็มองว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะ กดปุ่ม” เดินเครื่องแผนงานที่ควรเร่งดำเนินการและก่อประโยชน์ในวงกว้าง อาทิ การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว แต่จนบัดนี้เรายังไม่มีรูปแบบการดูแลที่ครอบคลุมทั่วประเทศ จึงสมควรแก่เวลาที่เราจะวางระบบอำนวยคุณภาพชีวิตแก่คนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง
การดูแลผู้ป่วยในระยะท้ายก็เช่นกัน การให้เขาได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างสงบ ไร้กังวล ได้ทำสิ่งที่อยากทำ ได้ใกล้ชิดคนที่เขารัก น่าจะเป็นวิธีที่เมืองไทยในศตวรรษที่ 21 ควรเร่งดำเนินการ
การจัดทีมหมอครอบครัวแบบสหวิชาชีพ ก็มีจุดประสงค์เพื่อขยายรูปแบบการดำเนินงานของ รพ.สต.หลายแห่งให้ครอบคุลมทั่วประเทศ เรายังมีอีกหลายอย่างทีเดียวที่ต้องทำในเรื่องนี้นะครับ อาทิ เราจะทำอย่างไรให้บุคลากรมองบริการปฐมภูมิ เวชศาสตร์ครอบครัว การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ เป็นงานที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น มีคุณค่า ไม่ต่างจากบริการสุขภาพระดับสูงขึ้นไป อันนี้ถือเป็นประเด็นที่ท้าทายมาก

ในช่วงเกือบ 4 เดือนของการทำงาน ผมได้ประสบพบความเห็นต่างของชาวสาธารณสุขหลายกลุ่มทีเดียว และบางกรณีก็เป็นความแตกต่างอย่างมากด้วย
ผมจึงเชิญทุกฝ่ายมาพูดคุย พยายามรับฟังความคิดของทุกฝ่าย เพื่อผสมผสานจุดดีของทุกฝ่าย ไม่มีกลุ่มใดถูกต้องทั้งหมดแน่นอน ผมอยากให้สังคมของเราเป็นสังคมที่ทุกฝ่ายร่วมไตร่ตรองปัญหาและหาทางออกนะครับ เพราะนี่คือภาพฝันของเมืองไทยที่เราทุกคนอยากให้เป็น
ผมจะพยายามอย่างต่อเนื่องครับ และจะหากิจกรรมร่วมที่จะทำให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ปรับความเข้าใจกัน และร่วมหาทางออกด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องใช้เวลา แต่เมื่อได้เห็นภาพความมุ่งมั่น ความเสียสละ และฉันทะของชาวสาธารณสุขในพื้นที่ที่ทำงานเพื่อประโยชน์สุขของชาวบ้านเป็นสำคัญแล้วทำให้ผมก็มีกำลังใจมากครับ


ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการทำงานครับ